ตั้งเป็นหน้าแรกของคุณ | ADD TO FAVORITES

หนี้นอกระบบ กฎหมายใหม่ เกาไม่ถูกที่คัน

  เมื่อ: วันเสาร์, เมษายน 11th, 2015, หมวด บทความ, บทความพิเศษ

2014_12_12_222022_0_LDqBbCNc

หนี้นอกระบบ

กฎหมายใหม่

เกาไม่ถูกที่คัน

ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาที่มีมานานและไม่สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายรวดเร็วตราบที่คนยังมีปัญหาพื้นฐาน  คือ รายได้ ไม่พอกับรายจ่าย  ส่วนรากลึกของปัญหาค่อนข้างจะซับซ้อนลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องโอกาสในการสร้างรายได้  ขาดปัจจัยพื้นฐานในการประกอบอาชีพ หรือแม้กระทั่งบางคนติดการพนันจึงต้องไปกู้นอกระบบก็มี ฯลฯ

ประเด็นหนี้นอกระบบถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง  แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหามาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งที่ลูกหนี้กระทำกับตัวเอง หรือ เจ้าหนี้กระทำกับลูกหนี้ จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้สั่งการให้ส่วนราชการมีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

กรณีที่ลูกหนี้มีการกระทำรุนแรงต่อตัวเองไม่ว่า จุดไฟเผาตัวเอง  หรือ ผูกคอตาย ก็ตาม ทำให้เกิดความสงสัย ว่า กลไกต่างๆที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบมีปัญหาหรือไม่อย่างไร  หรือ ลูกหนี้ไม่เข้าใจ  ไม่รู้ว่ามีกลไก ของทางการที่พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้

ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ  ทางการได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อเข้ามาดูแลแก้ไขอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะไกล่เกลี่ยหนี้ กับเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยโหด หรือ คิดดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด   และ มีการดึงลูกหนี้นอกระบบเข้ามาในระบบโดยให้ธนาคารรัฐไม่ว่า ธ.ก.ส.หรือออมสิน เข้ามาดำเนินการ พร้อมกับ ส่งเสริมอาชีพเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาซ้ำรอยของลูกหนี้รายเดิมขึ้นมาอีก

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของหนี้นอกระบบนั้น ยังมีผู้ที่ไม่เข้าใจในกลไกว่า เหตุใดการไปกู้ยืมเงินกับนายทุนแล้ว ไฉนหนี้เหล่านั้นถึงได้งอกงามใช้หนี้อย่างไรก็ไม่รู้จบรู้สิ้นเสียที่….?

ในเรื่องนี้ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ศคง. ให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์ยิ่ง รวมถึงเสนอแนะว่า หากเป็นหนี้นอกระบบจำนวนมากมายแล้วจะมีหน่วยงานไหนบ้างที่สามารถช่วยเหลือแก้ไขหาทางออกในเรื่องดังกล่าวได้

ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับหนี้นอกระบบกันก่อน

ผู้ให้บริการเงินกู้นอกระบบมักเป็นผู้ให้กู้ที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสถาบันการเงินกำหนด โดยจะบอกตัวเลขดอกเบี้ยหรือเงินคืนน้อย ๆ เพื่อดึงดูดผู้กู้นอกจากนี้ผู้ให้กู้บางรายยังบังคับให้ลูกหนี้เซ็นสัญญาเงินกู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความ หรือระบุจำนวนเงินกู้เกินจริง เช่น กู้ 10,000 บาท แต่ให้กรอกตัวเลขสูงถึง 30,000 บาท แต่ที่น่ากลัวคือ การทวงหนี้ด้วยวิธีที่โหดร้ายหรือผิดกฎหมาย เช่น ขู่กรรโชก ประจาน หรือทำร้ายร่างกาย

 

สำหรับจำนวนจ่ายคืนหรือดอกเบี้ยที่นายทุนเงินกู้แจ้งต่อผู้กู้นั้น มักจะเป็นจำนวนจ่ายคืนหรือดอกเบี้ยต่อวันเพื่อให้ผู้กู้รู้สึกว่าเป็นจำนวนเงินน้อย แต่เมื่อคำนวณเงินที่ต้องจ่ายคืนเทียบกับเงินต้นแล้วจะพบว่าดอกเบี้ยที่นายทุนเงินกู้เรียกเก็บ จะสูงกว่าสถาบันการเงินที่มีทางการกำกับดูแลเป็นจำนวนมาก

บางรายนายทุนเงินกู้จะให้ผู้กู้ใช้บัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิตซื้อสินค้าที่มีมูลค่าแพงว่าเงินกู้ เช่น ต้องการกู้เงิน 20,000 จะให้ซื้อสินค้ามูลค่า 26,000 บาท เมื่อได้สินค้านายทุนเงินกู้จะให้ผู้กู้นำสินค้านั้นมาแลกกับเงินกู้จำนวน 20,000 บาท แล้วผู้กู้จะต้องรับผิดชอบชำระค่าสินค้ากับบริษัทบัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิตพร้อมทั้งดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ (นายทุนเงินกู้ไม่ต้องรับความเสี่ยงในการปล่อยกู้เงินในครั้งนี้ เพราะทันทีที่จ่ายเงินให้กับผู้กู้ไป นายทุนเงินกู้จะได้รับสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินที่จ่ายให้ผู้กู้ไป)

นีคือตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของหนี้นอกระบบ แต่หนี้นอกระบบที่สร้างปัญหาให้กับลูกหนี้มากคือหนี้นอกระบบที่เจ้าของเงินใช้อิทธิพล อำนาจมืด บีบบังคับเอาจากลุกหนี้ จนเป็นที่มาของการออกกฏหมายใหม่ ซึ่งปรากฏว่าได้ออกมาบังคับใช้แล้ว ดังรายงานต่อไปนี้

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.58 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558 เป็นปีที่ 70 ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของตน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ และรายงานนี้ได้นำเสนอ สำหรับสาระสำคัญจริงๆที่ตัดทอนมา

ในมาตรา 3 พระราชบัญญัตินี้ ให้คำนิยาม “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย

ส่วน “ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย

ส่วนการทวงถามหนี้ ในมาตรา 5 ระบุว่า บุคคลใดจะประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ต้องจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต่อนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงบุคคลซึ่งจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ตามวรรคหนึ่งแล้ว ต้องประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

ขณะที่ มาตรา 11 ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะดังต่อไปนี้

(1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น

(2) การใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น

(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้

(4) การติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อให้ทราบว่าเป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจำนองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือกรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมายในการติดต่อลูกหนี้ที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ไม่ได้สื่อให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้

(6) การทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดความใน (5) มิให้นำมาใช้บังคับกับการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล

มาตรา 12 ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดดังต่อไปนี้

(1) การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ

(2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความสำนักงานทนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย

(3) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดี หรือจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือเงินเดือน

(4) การติดต่อหรือการแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตหรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต

มาตรา 13 ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมดังต่อไปนี้

(1) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

(2) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

มาตรา 14 ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการดังต่อไปนี้

(1) ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้

(2) ทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามีภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

มาตรา 23 ในกรณีที่ลูกหนี้หรือบุคคลอื่นได้รับการปฏิบัติจากผู้ทวงถามหนี้ที่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกหนี้หรือบุคคลอื่นนั้นมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการตามมาตรา 27 เพื่อวินิจฉัยสั่งการได้การร้องเรียนต่อคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

สำหรับบทลงโทษ นั้น มาตรา 40 ระบุว่า  บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 12 (2) (3) หรือ (4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 41 บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 11 (1) หรือมาตรา 12 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 42 เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การออกพระราชบัญญัตินี้ มีการระบุหมายเหตุ แนบท้ายว่าเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การทวงถามหนี้ในปัจจุบันมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อลูกหนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ้อยคำที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างรุนแรง การคุกคาม
โดยขู่เข็ญ การใช้กำลังประทุษร้าย หรือการทำให้เสียชื่อเสียง รวมถึงการให้ข้อมูลเท็จและการสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่บุคคลอื่น ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการทวงถามหนี้และการควบคุมการทวงถามหนี้ไว้เป็นการเฉพาะ สมควรมีกฎหมายในเรื่องดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

จากปัญหาหนี้นอกระบบและจากการใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ลูกหนี้นอกระบบ จนมาถึงกฏหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่ถึง180วัน ดูเผินๆเหมือนกับว่าจะเป็นผลดีต่อลูกหนี้ แต่ในความเป็นจริงคงไม่ใช่ เพราะถึงอย่างไรก็ตามหนี้นอกระบบก็ยังคงมีอยู่คู่กับความยากจนของคนหาเช้ากินค่ำ

จะออกกฎหมายรุนแรงอย่างไร มีบทลงโทษผู้ละเมิดเฉียบขาดอย่างไร มันคงไม่วามารถทำให้หนี้นอกระบบสูญหายสลายตัวไปจากสังคมไทยได้

ทำอย่างไร คนจนจะมีที่พึ่งทางการเงินในระบบ ทำอย่างไรคนจนจะมีชีวิตที่ดี ไม่มีหนี้สิน น่าจะสำคัญกว่า เพราะการออกกฎหมายบังคับเจ้าหนี้นอกระบบมิให้กระทำความรุนแรง มันมีผลเพียงแค่ บรรเทา มากกว่าการแก้ปัญหา

มันเข้าลักษณะ เกาไม่ถูกที่คัน

อรุณ  ช้างขวัญยืน

แท็ก คำค้นหา