ตั้งเป็นหน้าแรกของคุณ | ADD TO FAVORITES

โครงการเพิ่มน้ำเขื่อนภูมิพล คุ้ม? ไม่คุ้ม?

    

          หลังกรมชลประทานวางแผนผันน้ำจากแม่น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำใต้ดิน ไปลงในลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิง ที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มน้ำในแม่น้ำปิงที่จะไหลลงสู่เขื่อนภูมิพลในฤดูฝน เนื่องจากในระยะ 10 ปี มานี้ ฝนมักตกใต้เขื่อน น้ำไหลเข้าน้อยลงกว่าปกติ จนเกิดภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่อง ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ความต้องการใช้น้ำเหนือเขื่อนที่มากขี้น โดยเฉพาะการทำการเกษตร ยิ่งทำให้แม่น้ำปิงมีน้ำน้อยลง

          ขณะนี้มีความเห็นต่อโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งด้วยการผันน้ำมาเติมเขื่อนภูมิพลอย่างหลากหลายทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

          นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ มองว่า    การใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 70,000 ล้านบาท แต่ต้องเสียค่าไฟในการสูบน้ำไปในอุโมงค์ส่งน้ำอีกปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท เมื่อจะพิจารณาว่าคุ้ม หรือ ไม่คุ้มจะต้องคำนวนระยะเวลา 25 ปี หมายความว่า จะต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มอีกอย่างน้อย 50,000 – 60,000 ล้านบาท เท่ากับต้องลงทุนกว่า  100,000 ล้านบาท แต่ได้น้ำปีละประมาณ 1,800 ล้าน ลบ.ม.

          “ถ้าเอาน้ำมาใช้เพื่อการเกษตรด้วย แล้วราคาข้าวยังเป็นอย่างนี้ ไม่มีการปรับเรื่องการเกษตรข้างล่างที่ต้องปลูกพืชให้มีอะไรมากขึ้น จะเอาน้ำมาเติมในระบบชลประทานเดิม มันจะคุ้มได้อย่างไร”

          ขณะที่ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า โดยหลักการแล้วเห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะแทนที่จะปล่อยน้ำให้ไหลลงสู่ทะเล ก็สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

          “อันหนึ่งที่ต้องคิด ก็คือว่าคุ้มค่าหรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นเราดูจากรายงานการศึกษาเบื้องต้น มูลค่าน้ำลูกบาศก์เมตรละ 5 บาทกว่าเกือบ 6 บาท ค่อนข้างจะสูงมาก เข้าใจง่ายๆทางเศรษฐศาสตร์ คือเกษตรกรทำนา 1 ไร่ก็ใช้น้ำ 1,500 ลูกบาศ์กเมตร ลองดู ถ้า 5 บาทกว่าๆ ก็หมายความว่า ต้นทุนค่าน้ำ 8,000 บาทต่อไร่แล้ว แต่เขาขายข้าวต่อ 1 ไร่ ได้ประมาณ 1 ตันเอาผลผลิตดีๆเลย ก็ได้อย่างมากก็ 10,000 บาท เป็นค่าน้ำเสีย 7,500 บาท มันไม่เหลืออะไร นี่ยังไม่รวมค่าเตรียมแปลง และค่าอื่นๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการเกษตร ผมคิดว่ามันต้องมีอะไรนอกเหนือจากรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณไหมตรงนี้” รศ.ดร.เสรีกล่าว

          ผศ.ดร.มงคลกร ศรีวิชัย หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มองว่าตามหลักอุทกศาสตร์โครงการนี้มีความสมควรก่อสร้าง เพราะปริมาณน้ำของเขื่อนภูมิพล มีค่อนข้างน้อยจากปริมาณฝนที่ตกลดลงทางด้านเหนือเขื่อน รวมถึงปริมาณน้ำที่ไหลเข้าในเขื่อนก็น้อยสะสมมาหลายปี

          “การที่เราจะผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ เราต้องสูบน้ำขึ้นมาสูงกว่า 150 เมตร แล้วก็ปล่อยลงมา ตามแรงโน้มถ่วงของโลก มันทำให้มีต้นทุน มูลค่าของน้ำตรงนี้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้นนะครับเพราะฉะนั้นน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ ต้องมีการศึกษา แล้วนำไปใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม”      

          รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าภัยแล้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความรุนแรงมาก ดังนั้นควรที่จะสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประเทศมากขึ้น

          “ความคุ้มค่าของน้ำ มันก็จะเกิดไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเกษตร ในพื้นที่ท้ายน้ำระบบประปาของเมืองที่ผ่านทั้งหมดเลยในสายแม่น้ำปิง แม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่านทั้งหมด เมืองใหญ่ๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ก็ใช้น้ำประปาจากการสูบน้ำขึ้นไปทําน้ำประปาเกิดผลประโยชน์ในทางธุรกิจอีกมากมาย จะต้องประเมินให้ชัดๆว่า มันคุ้มหรือไม่ แต่ประเด็นสําคัญก็คือผมมองเรื่องของ water security นะครับ” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ย้ำ

          ส่วนนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานชี้แจงว่า โครงการนี้มีความคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า  และมองในเชิงเศรษฐกิจความคุ้มค่าการลงทุนว่า น้ำจำเป็นต้องใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า บางเขื่อนก็จะต้องสำรองไฟฟ้า เพราะไฟจะตกไม่ได้เลย ที่จริงยังมีชาวบ้านทำการประมง มีประปามากมายด้านท้ายเขื่อนภูมิพล มีเครื่องสูบน้ำ สถานีประปาของอบต.เทศบาลแต่ละจังหวัดทั้งกำแพงเพชร ชัยนาทลงมา แต่ส่วนนี้ไม่ได้นำมาวิเคราะห์เลย วิเคราะห์อย่างเดียวว่ามีทุ่งภาคกลาง ที่ใช้น้ำประมาณ 10 ล้านไร่ มีช่วงที่เติมน้ำให้ 1,800 ล้าน ลบ.ม. ช่วยเสริมการเกษตรฤดูแล้งได้อีกประมาณ 1,600,000 ไร่ คิดเพียงเท่านี้เอง  และประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้ประมาณปีละ 8,000 ล้านบาท และผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีก 1,800 ล้านบาทต่อปี นี่คือจุดที่มองว่าคุ้มทุน แต่ที่จริงแล้วท้ายเขื่อนที่นำน้ำมาใช้จากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนเจ้าพระยาเรา เป็นตัวเลขที่มากกว่าหน่วยที่คิดไว้ว่าเป็นการลงทุนค่าน้ำ

          การผันน้ำของโครงการ ทำให้เกิดผลประโยชน์ด้านเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 300 ล้าน ลบ.ม./ปี เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งท้ายเขื่อนภูมิพล 1.61 ล้านไร่ เพิ่มการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพล 417 ล้านหน่วย/ปี เพิ่มรายได้จากการประมงในอ่างเก็บน้ำเขื่อนน้ำยวม 0.62 ล้านบาท/ปี เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 9.08 ล้านบาท/ปี นอกจากนี้มีผลประโยชน์จากความมั่นคงของน้ำ ดังนี้

          1) ผลประโยชน์ความมั่นคงในระดับครัวเรือน ได้แก่ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพิ่มขึ้น และมีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ

          2) ผลประโยชน์ความมั่นคงในระดับชุมชน ได้แก่ ก่อให้เกิดความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม และสังคมอยู่กันเป็นครอบครัวเพิ่มขึ้น

          3) ผลประโยชน์ความมั่นคงในระดับลุ่มน้ำ ได้แก่ การรักษาระบบนิเวศ การเพิ่มระดับน้ำใต้ดิน/การใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างน้ำบาดาลและน้ำชลประทาน และการผลักดันน้ำเค็ม

          4) ผลประโยชน์ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ภาวการณ์ว่างงานลดน้อยลง ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ และผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศเพิ่มขึ้น

“ท้ายเขื่อนที่เอาน้ำไปใช้จากเขื่อนภูมิพล และแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นตัวเลขที่มากกว่าหน่วยที่เราไปคิดว่าเราลงทุนค่าน้ำเท่านี้นะครับ เป็นความมั่นคงนะครับ แล้วผมมองว่าเป็นการคุ้มทุน เพียงแต่ว่าเวลาเราวิเคราะห์ด้านรายงานการศึกษาเรามองส่วนหนึ่ง เพื่อจะทำรายงาน สผ.        คณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อวิเคราะห์ว่าเราปลูกอะไรได้เป็นเงินเท่านี้ คุ้มทุนกี่ปีนะครับ ขายไฟได้เท่านี้ การท่องเที่ยวได้เท่านี้เท่านั้นเอง แต่จริงๆ มีตัวเลขมากมายมหาศาลที่คุ้มกว่านั้นครับ”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

https://www.youtube.com/watch?v=jzfbF2uBo9Q

แท็ก คำค้นหา