ตั้งเป็นหน้าแรกของคุณ | ADD TO FAVORITES

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลเขื่อนภูมิพลแล้งรุนแรงต่อเนื่อง

          กว่า 50 ปีมาแล้ว ที่เขื่อนภูมิพล สร้างขึ้นเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งใหญ่และสูงที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ 10 ปี มานี้ ฝนมักตกใต้เขื่อน น้ำไหลเข้าน้อยลงกว่าปกติ จนเกิดภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่อง

          นายวรพจน์ วรพงษ์ ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล บอกว่าตั้งแต่สร้างเขื่อนภูมิพลมาในปี 2507  น้ำจะไหลเข้าเขื่อนค่อนข้างมาก ต่างจากปัจจุบันที่น้ำไหลเข้าเขื่อนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

“เกณฑ์เฉลี่ยก็ประมาณปีละ 5,000 กว่าล้านลบ.ม. แต่ว่าช่วง 5-10 ปี ย้อนหลัง แนวโน้มมันก็จะลดลง เกณฑ์เฉลี่ยมีประมาณ 4,000 กว่าล้านลบ.ม. โดยเฉพาะ 2 ปีที่ผ่านมา ก็คือปี 2562 และ 2563 แนวโน้มก็ลดลงมาก น้ำไหลเข้ามาประมาณ 2,000 – 3,000 กว่าล้านลบ.ม.” นายวรพจน์กล่าว

          นายวรพจน์ย้ำว่าการคาดการณ์น้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนภูมิพลในปัจจุบันทำให้ยากกว่าในอดีตด้วย “การคาดการณ์สภาพอากาศทำได้ยาก จริงๆ แล้วปริมาณน้ำฝนในปี 2563 ก็ตกมากกว่าปี 2562 เพียงแต่ว่าพื้นที่ที่ฝนตกกลับอยู่ทางใต้เขื่อนเป็นส่วนใหญ่”

          ขณะที่ นายบุญเลิศ บุบผากอง ผอ.โครงการชลประทานตาก ก็กังวลใจกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลน้อยต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว ทำให้เกษตรกรจำนวนมากในภาคกลาง ซึ่งอยู่ใต้เขื่อนภูมิพลต้องงดปลูกพืชฤดูแล้ง ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ต่อเนื่อง

          นายสุภศักดิ์ โพศรี ชาวอำเภอสามเงา จังหวัดตาก อพยพมาจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อกว่า 50 ปีก่อน เขาได้มาอยู่ที่ท้ายเขื่อนภูมิพลแทน และเห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำปิงมาโดยตลอด  สุภศักดิ์บอกว่า แม้จะอยู่ใต้เขื่อนภูมิพล แต่ก็ใช้น้ำได้น้อย ไม่สามารถใช้ได้ตามที่ต้องการ

“ก็ปัญหาหลักเลยคือน้ำเขื่อนภูมิพลเนี่ย ในปีหลังมันน้อยลง ถ้าเราจะมีแหล่งเติมน้ำให้มีปริมาณน้ำมวลน้ำเยอะขึ้นก็เป็นเรื่องดี เพราะว่าจะทำให้เรามีน้ำที่จะใช้สอย ทั้งอุปโภค บริโภค ทั้งการเกษตร การอุตสาหกรรม อะไรได้มากขึ้นนะครับ” นายสุภศักดิ์กล่าว

          รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้น้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลน้อยลงกว่าในอดีต

“เรามีข้อมูลน้ำเข้าเขื่อนภูมิพลและปริมาณฝนที่ตกในลุ่มน้ำย้อนหลังไป 50 ปี พบข้อมูลบ่งชี้ว่ามีโอกาสเกิดภัยแล้งมากกว่าน้ำท่วม หมายความว่า ปีที่น้ำมากที่จะมีน้ำเต็มเขื่อนมีน้อยกว่าปีที่น้ำน้อย”

รศ.ดร.เสรี ยังคาดการณ์ด้วยว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงยิ่งขึ้น แต่หลังนั้นจนถึง 80 ปีข้างหน้า อาจจะเปลี่ยนไปสู่ภัยน้ำท่วมที่จะรุนแรงขึ้นแทน

ข้อมูลของกรมชลประทานระบุว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มขาดน้ำมากถึงปีละ 2,633 ล้านลูกบาศก์เมตร และน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนภูมิพลจะลดลงไปอีก กรมชลประทานจึงมีโครงการที่จะผันน้ำจากแม่น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีน้ำมากมาเพิ่มน้ำให้กับเขื่อนภูมิพลในฤดูฝน

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่าทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้น้ำในหลายจังหวัดเหนือเขื่อนภูมิพลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำที่ไหลเข้าเขื่อนภูมิพลจะลดลงมาก ขณะที่จังหวัดใต้เขื่อนภูมิพลก็มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นโครงการเพิ่มน้ำเขื่อนภูมิพล ด้วยการสร้างเขื่อนน้ำยวม และผันน้ำในแม่น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำใต้ดินมาเติมให้แม่น้ำปิง ในจังหวัดเชียงใหม่ เหนือเขื่อนภูมิพลในช่วงฤดูฝน จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

“เขื่อนภูมิพลนี่เราสร้างไว้ค่อนข้างใหญ่ เพื่อรองรับน้ำ 10-20 ปี วันนี้หรือวันหน้าที่เราจะเติมน้ำเข้าไปประมาณ 8,000 ล้านลบ.ม. มันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เพราะความจุของเขื่อนภูมิพลน้ำใช้การได้นี่ประมาณ 9,300 ล้านลบ.ม. หรือประมาณ 13,000 ล้านลบ.ม. ถ้าเต็มๆนะครับ แต่ค่าเฉลี่ยน้ำวันนี้มีประมาณ 4,000 หรือ 5,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น”

https://youtu.be/rFNF0wxd2TI

แท็ก คำค้นหา