ตั้งเป็นหน้าแรกของคุณ | ADD TO FAVORITES

องคมนตรี ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ

  เมื่อ: วันพุธ, มีนาคม 11th, 2020, หมวด AEC HIGHLIGHTS, ข่าวเด่นวันนี้

องคมนตรี ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงฤดูฝน และติดตามผลการนำเสนอโมเดลการพัฒนาทางเลือกแบบโครงการหลวง ในประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด สมัยที่ 63 ณ สาธารณรัฐออสเตรีย
–วั

นนี้ (11 มี.ค. 63) จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง และ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ร่วมประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองและขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามนโยบายมูลนิธิโครงการหลวง ณ ห้องดอยคำ อาคารฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของมูลนิธิโครงการหลวงเป็นที่ประจักษ์ ประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านการเกษตร และการพัฒนาพื้นที่สูงที่สั่งสมอย่างมากมาย มาตลอด 50 ปี สามารถปรับเปลี่ยนชีวิตคนบนพื้นที่สูง จากการปลูกฝิ่นเป็นการปลูกพืชเขตหนาว สร้างเศรษฐกิจที่ดี ส่งผลให้เกิดความมั่นคงแก่ประเทศ จากพื้นที่ปฏิบัติงาน 38 แห่ง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำไปสู่โมเดลพัฒนาพื้นที่สูงด้วยแนวทางการจัดระเบียบการใช้พื้นที่ ภายใต้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างถูกต้อง ไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินการลำดับที่ 39

และเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งแรกในรัชกาลปัจจุบัน ราษฎรเป็นชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ ฐานะยากจน ดำรงชีพด้วยการปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย โดยการปลูกข้าวโพด และข้าวไร่ องคมนตรีจึงได้เน้นย้ำการดำเนินงานพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน และมอบนโยบายการสร้างศูนย์สาธิตการใช้พื้นที่ และการปลูกพืชที่ถูกต้อง เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งเป็นจุดเรียนรู้รูปแบบการจัดการพื้นที่สูง ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้สนใจ ซึ่งจะสร้างประโยชน์ในภาพรวม –ขณะนี้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ได้ดำเนินแนวทางการส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรให้สอดคล้องกับนโยบายการใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มการสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำแปลงเกษตร ปรับเปลี่ยนวิถีของเกษตรกรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มักจะขาดทุน มาเป็นการปลูกพืชแบบผสมผสาน จัดประชุมทำความเข้าใจกับเกษตรกรเพื่อเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยน และการจัดวางพื้นที่เกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดั้งเดิมของเกษตรกรแต่ละราย

โดยยึดตามวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการหลวง คือ รักษาดิน และใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือ ให้ป่าอยู่ส่วนที่เป็นป่า และทำไร่ทำสวนในส่วนที่ควรเพาะปลูก อย่าให้สองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน โดยเน้นการเพิ่มป่าด้วยไม้โตเร็ว ไม้ต่างถิ่น ผสมผสานด้วยการปลูกกาแฟภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ตามแนวทางป่า 3 อย่าง ประโยชน์  4 อย่าง จัดทำฝายชะลอน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร จัดทำแปลงปลูกพืชผัก ชนิดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ และการขนส่ง ขณะนี้มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 10 คน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตามแผนในฤดูฝนนี้–องคมนตรียังได้รับฟังรายงานการเดินทางไปปฏิบัติงาน ณ สาธารณรัฐออสเตรีย ในการร่วมประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด สมัยที่ 63 วาระปกติ จากการนำโมเดลการพัฒนาทางเลือกแบบโครงการหลวง ซึ่งเกิดจากพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้บริหาร UNODC และผู้แทนประเทศต่างๆ ที่ได้รับทราบวิธีการและผลสำเร็จของโครงการหลวง ต่างให้การชื่นชม และร่วมสดุดีในพระเกียรติคุณแด่องค์นายกกิตติมศักดิ์โครงการหลวงทั้งสองพระองค์

พร้อมทั้งให้ความสนใจนำรูปแบบโครงการหลวงไปปรับใช้ในประเทศ เช่น UNODC ประจำสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้นัดหารือและมีความตกลงต่อยอดความร่วมมือการพัฒนาอาชีพในพื้นที่รัฐฉาน โดยโครงการหลวงช่วยส่งเสริมการปลูกพืชผักภายใต้โรงเรือน การปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ และ UNODC ประจำสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แลกเปลี่ยนโดยให้ความรู้ วิชาการพัฒนากาแฟคุณภาพสูงแก่โครงการหลวง  นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตปารากวัย ประจำกรุงเวียนนา ยังสนใจที่จะนำผลสำเร็จในการพัฒนาทางเลือกของโครงการหลวง ไปเป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาการปลูกพืชเสพติด และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในประเทศปารากวัย ซึ่งผลการหารือระหว่างการประชุม ประเทศปารากวัยจะส่งผู้แทนเข้ามาศึกษาดูงานโครงการหลวง เพื่อนำรูปแบบไปปรับใช้แก้ไขปัญหาการปลูกกัญชา และหารือความร่วมมือในระยะต่อไป ศราวุธ เจิมจันทร์ ..ภาพ/ข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ 

แท็ก คำค้นหา